วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กระบวนการจัดการความรู้: กระบวนการปลดปล่อยมนุษย์สู่ศักยภาพ เสรีภาพ และความสุข

สรุปเนื้อหาสาระของหนังสือเรื่อง
กระบวนการจัดการความรู้:
กระบวนการปลดปล่อยมนุษย์สู่ศักยภาพ เสรีภาพ และความสุข
ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี


นายแพทย์ประเวศ วะสีได้ให้มุมมองที่แตกต่างของ “การจัดการความรู้” จากหนังสือด้านการจัดการความรู้จากประเทศตะวันตกไว้ได้อย่างน่าสนใจ โดยวิเคราะห์ถึงวิธีคิดและมุมมองในการนำ “กระบวนการจัดการความรู้” มาปลดปล่อยมนุษย์สังคมออกจากพันธนาการแห่งความทุกข์ที่สืบเนื่องมาจากยุคสมัยก่อนหน้านี้จวบจนมาถึงปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่า จะสามารถนำมาปรับใช้กับสังคมไทยอย่างไรเพื่อให้สังคมเกิดความเข้มแข็งจากรากเหง้าอันหมายถึงคนไทยทุกคนมีความเป็นอยู่ที่มีความสุข ตระหนักถึงศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์และเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

ความทุกข์ของคนในยุคปัจจุบัน

ในบทแรกท่านได้ทำให้เรามองเห็นภาพรวมว่า ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด คนเราก็ล้วนมีความทุกข์หรือปัญหาให้ได้ขบคิดกันทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เป็นลักษณะของความทุกข์ของคนในยุคนี้ที่แตกต่างจากยุคที่ผ่านๆมาก็คือ โลกทั้งโลกถูกเชื่อมโยงเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและความก้าวหน้าด้านระบบโทรคมนาคม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วนั้นเร็วมากและหลายๆครั้งที่เราไม่สามารถป้องกันและไม่อาจรู้ตัวได้เลย และการกระทำของคนคนหนึ่งหรือเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศหนึ่ง ๆ ก็อาจมีผลกระทบต่อคนทั้งโลก ทั้งประเทศ หรือทั้งชุมชนได้ในพริบตาเดียว

ท่านยกตัวอย่างว่า เมื่อปี พ.ศ. 2540 นั้น ในวันหนึ่งของเดือนกรกฎาคม ขณะที่ทุกชีวิตดำเนินไปอย่างเป็นปกตินั้น เพียงเวลาไม่นาน เงินได้ไหลออกจากประเทศไปแล้ว 500,000 ล้านบาท และออกเกือบหมดประเทศภายในเดือนนั้นเพียงเดือนเดียว ซึ่งส่งผลต่อคนไทยหลายๆชีวิตในเวลาต่อมาอย่างแสนสาหัส เป็นต้น

คำสำคัญที่ทำให้เราเห็นภาพคือ สังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน (Complex System) หรือตามความเข้าใจของดิฉันคือ เป็นสังคมโลกอย่างแท้จริงนั่นเอง ซึ่งขอบเขตพรมแดนทางกายภาพของประเทศต่างๆ เริ่มถูกลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ

สาเหตุแห่งความทุกข์ของคนในสังคมปัจจุบัน: โครงสร้างอำนาจทุนนิยมโลกและโครงสร้างอำนาจแนวดิ่ง

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สามารถสรุปได้ว่า ความทุกข์ของคนในสังคมปัจจุบันคือ ความเครียด โดยความเครียดนั้นเกิดจาก “ระบบในตัวมนุษย์ไม่เหมาะหรือไม่สามารถเผชิญกับสภาพสังคมปัจจุบันได้ ความใหญ่และความซับซ้อนของสังคมปัจจุบันกดทับมนุษย์ ทำให้ตัวเองรู้สึกไร้ศักยภาพที่จะทำอะไร” (หน้า 14)

ดังนั้น การที่จะแก้ปัญหาทุกข์ตรงนี้ได้ ต้องทำความเข้าใจกับที่มาแห่งทุกข์นี้ก่อน ต้นเหตุแห่งทุกข์คือ โครงสร้างที่กดทับมนุษย์ ซึ่งแบ่งเป็น โครงสร้างของอำนาจทุนนิยมโลกและโครงสร้างอำนาจแนวดิ่งในแต่ละสังคมและองค์กร

สำหรับโครงสร้างใหญ่ที่ทั้งโลกเผชิญอยู่ คือ อำนาจรัฐ อำนาจเงิน และอำนาจความรู้ โดยในขณะนี้ อำนาจทั้งหมดนี้ได้ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนขนาดมหึมา มิใช่เพื่อความเจริญเติบโตของสังคมโดยรวม หรือเรียกว่า “ทอดทิ้งภูมิปัญญาในการอยู่ร่วมกัน แต่หันมาพัฒนาความรู้เพื่อการสร้างสมอำนาจ” เป้าหมายสูงสุดของโครงสร้างสังคมแบบนี้คือ กำไร หรือ การมีเงินมากขึ้นนั่นเอง

ในส่วนของโครงสร้างย่อยลงไประดับองค์กรคือ โครงสร้างอำนาจแนวดิ่ง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางการเมือง ราชการ การศึกษา ศาสนา และธุรกิจ โดยโครงสร้างแบบนี้ จะมีคนข้างบนและคนข้างล่าง โดยเป็นการสั่งการลงมาให้คนข้างล่างทำตาม ดังนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือความเท่าเทียมกันย่อมไม่เกิดขึ้น ไม่มีอิสระในการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ องค์กรส่วนใหญ่จึงเป็นองค์กรที่คนทำงานอยู่แบบไม่มีความสุข ขาดการพัฒนาและเรียนรู้ ตลอดจนทำให้เกิดลักษณะพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การประจบเอาใจเจ้านายเพื่อให้ได้ตำแหน่ง การใส่ร้ายป้ายสี เป็นต้น เพราะใครๆก็อยากที่จะอยู่ข้างบนเพื่อที่ว่าจะได้มีอำนาจในการสั่งการและสบายกว่าคนรับคำสั่งด้านล่าง

นอกจากนี้วิธีคิดนี้ยังลามมาถึงภายนอก นั่นคือ สถาบันต่างๆมีกรอบความคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหนือชาวบ้าน ทำให้ไม่สนใจความรู้สึกนึกคิดของชาวบ้าน และเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง คิดและสั่งการลงมาให้ชาวบ้านปฏิบัติตาม

จะเห็นว่า ตั้งแต่โครงสร้างระดับสังคมโลก คือ โครงสร้างอำนาจทุนนิยม จนมาถึงระดับชุมชนต่างๆในประเทศภายใต้โครงสร้างอำนาจแนวดิ่ง ล้วนอยู่ภายใต้การกดทับศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เกิดความไม่เท่าเทียม และไม่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ไม่กล้าคิดไม่กล้าทำ เปรียบเสมือนอยู่ใน “คุกทางปัญญา” จึงทำให้เกิดปัญหาความยากจนซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาอื่นๆในสังคมเช่น อาชญากรรม ทุจริตคอรัปชั่น เสถียรภาพทางการเมือง รวมไปถึงเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้นั่นเอง

วิธีการปลดแอกจากคุกทางสังคมและความคิด

สิ่งที่เป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมดทั้งมวลคือ “ความคิด” ความคิดที่ว่าอำนาจจะนำมาซึ่งสิ่งที่ปรารถนาและทางแก้ไขปัญหาต่างๆให้ลุล่วง ทำให้ไม่ว่าจะเปลี่ยนตัวผู้นำไปอย่างไร หรือไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะมีอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอย่างไร จะมีนโยบายการหาเสียงเช่นไร หากแม้นว่า โครงสร้างทางอำนาจยังถูกคงเอาไว้อยู่เช่นนั้น ก็จะไม่มีทางแก้ไขปัญหาต่างๆได้เลย เพราะอำนาจโดยตัวมันเองคือ การแสดงออกของกรอบความคิดเรื่อง “ความไม่เท่าเทียม” โดยตัวของมันอยู่แล้ว

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องทำถ้าหากต้องการมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางด้านความคิด องค์กรและสังคมดังกล่าว จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) โดยไม่ใช้ความรุนแรง
สิ่งแรกที่ควรต้องทำ คือ การให้ความเคารพแก่ศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคน “ทุกคน” อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งข้อนี้ถือเป็น ศีลธรรมพื้นฐาน ที่เสมือนกับเส้นผมบังภูเขา ที่ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเป็นประเทศใหญ่เช่น สหรัฐอเมริกาที่จัดว่าเป็นประเทศผู้นำของโลก หรือแม้แต่ประเทศไทยเอง ก็ดูจะพบปัญหานี้เสมอเหมือนกัน นั่นคือ การมองว่าคนทุกคนมีคุณค่าของความเป็นคนไม่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมองจากด้านอาชีพ เผ่าพันธุ์ ฐานะทางการเงิน หรือมาตรฐานใดก็ตามในสังคมนั้นๆ ซึ่งเมื่อเกิดการมองแบบแบ่งแยก แบบมีชนชั้นลำดับขั้นแล้ว ก็จะเกิดปัญหาการเลือกปฏิบัติและเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม คนที่ถูกสังคมตราว่าอยู่ในชนชั้นที่ต่ำกว่าก็จะไม่มีโอกาสที่จะอยู่ในสังคมอย่างเป็นสุขและมีเกียรติได้เลย จึงเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาสังคมที่รุนแรงตามมา

สิ่งสำคัญต่อมาก็คือ ให้ความสำคัญต่อความรู้ในตัวบุคคล มิใช่ความรู้ในตำราเหมือนเช่นในปัจจุบัน หมายความว่า ให้นำเอาความรู้ในตัวบุคคลเป็นตัวตั้ง แล้วต่อยอดไปด้วยความรู้ในตำรา เพราะความรู้ในตัวคนนั้น เป็นสิ่งที่ได้จากประสบการณ์ทำงานและดำเนินชีวิตโดยตรง เป็นสิ่งที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และได้ผลเป็นที่พิสูจน์ได้ โดยที่คนแต่ละคนก็จะมีความชำนาญในสิ่งที่แตกต่างกันออกไป และเมื่อแต่ละคนก็เก่งกันไปแต่ละอย่างแล้ว ความรู้สึกภาคภูมิใจ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ก็จะตามมา ทำให้เกิดเป็นความสุขมวลรวมของสังคมและก่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์

แต่สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาทุกวันนี้คือ การนำเอาความรู้ในตำราเป็นตัวตั้ง ซึ่งมักเป็นความรู้ที่มีลักษณะแปลกแยกจากวิถีชีวิตของคนในชุมชนออกไป ทำให้การเรียนรู้ในระบบปัจจุบันนั้น ไม่สามารถทำให้คนเข้าใจและแก้ปัญหาที่พบเจอในการดำรงชีวิตได้อย่างแท้จริง กลับทำให้โครงสร้างด้านอำนาจความรู้ที่กีดกันชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของภูมิปัญญาวัฒนธรรมแน่นหนาขึ้นไปอีก

ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากระบบการเรียนรู้แบบเอาตำราเป็นที่ตั้งนี้ มีมากมาย คือ

• เป็นการลดศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของคนอย่างรุนแรง โดยการอัดความรู้ที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมากมายไปในตำรา ทั้งๆที่ แต่ละคนมีความถนัด ความสนใจที่แตกต่างกัน แต่ต้องถูกบังคับให้เรียนอะไรเหมือนๆกัน จำนวนมากๆ ทำให้ท้อแท้และคิดว่าตนไม่มีศักยภาพ และไปปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์โดยอัตโนมัติ
• ต่อมาก็คือ คนจบปริญญามาส่วนมาก ทำงานไม่เป็น เพราะไม่ได้สั่งสมความรู้ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต มีแต่เพียงทฤษฎีจากตำราเท่านั้น
• เกิดความแปลกแยกจากเพื่อนมนุษย์และความเป็นจริง โดยที่นักเรียนนักศึกษามุ่งหวังแต่การทำในสิ่งที่ทำให้มีคะแนนดีเท่านั้น โดยอาจละเลยกิจกรรมที่ต้องทำกับครอบครัวหรือสังคมรอบข้างไป ทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์และเรียนรู้สิ่งต่างๆจากคนรอบข้าง
• ขาดศีลธรรม เพราะ ไม่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนในสังคม แยกคนออกจากชีวิตจริง
• ตัดรากทางวัฒนธรรม เมื่อวัฒนธรรมคือ วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มคนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ แต่การเคารพความรู้ในตำรา จะทำให้คนที่ได้รับการศึกษาระบบใหม่นี้ ทิ้งภูมิความรู้ที่สั่งสมมาของชุมชนไป และทำให้วัฒนธรรมนั้นต้องสูญหายไปในที่สุด


การรวมพลังสร้างสรรค์สังคมโดยการทำแผนที่ความรู้ในตัวคนทุกคน (Every Human Mapping)


สิ่งที่จะทำให้เกิดการจัดการความรู้ที่เป็นรูปธรรมและมีพลังสร้างสรรค์สังคมอย่างมากคือ การทำแผนที่ความรู้ในตัวคนทุกคน หมายถึง การไปคุย สัมภาษณ์กับชาวบ้านที่มีความรู้ ความสนใจ และความชำนาญในสิ่งแตกต่างกันไปโดยต้องอาศัยความอดทนและการตั้งใจฟังอย่างจริงใจ เพื่อรวบรวมเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ของสังคมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้มาจากวิถีชีวิตหรือเป็นความรู้ในตัวบุคคลจริงๆ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของคนในสังคมได้อย่างแท้จริง และเป็นฐานทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่จะทำให้การเลือกรับความรู้ในตำรามาต่อยอดได้อย่างถูกจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ความรู้ดังกล่าวยังสามารถนำมาใช้ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจวัฒนธรรม” นั่นคือ หากคนได้ทราบว่า ที่จังหวัดนี้ ชุมชนนี้มีของดีแบบนี้ หรือ ถ้าใครต้องการอะไรก็สามารถไปหาได้ที่ท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศโดยคนไทยด้วยกันเองแล้ว ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรากฐานโครงสร้างทางความคิดให้เป็นไปในทิศทางที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เท่าเทียมกันมากขึ้นด้วย ชาวบ้านก็มีความภาคภูมิใจตัวเอง องค์กรต่างๆ ก็มีความภูมิใจที่ได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจชาติแข็งแรงจากภายใน เป็นสิ่งที่ทุกคนจะได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น

คุณธรรม8 ประการของการจัดการความรู้
ในการจัดการความรู้นั้น มิได้มีเพียงแต่มิติทางด้าน “เทคนิคและทฤษฎี” เท่านั้น แต่ยังมีมิติด้านนามธรรมที่มีความลึกซึ้งกว่า และถ้าหากบ่มเพาะให้เกิดและเจริญเติบโตขึ้นได้ ก็จะทำให้การจัดการความรู้นั้น สร้างเสริมสังคมให้ผาสุกได้อย่างแท้จริง

คุณธรรมข้อที่ 1 ศีลธรรมพื้นฐาน คือ การให้ความเคารพความรู้ในตัวคนทุกคนโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน
คุณธรรมข้อที่ 2 การไม่ใช้อำนาจ เพราะอำนาจจะไปปิดกั้นการเรียนรู้และเติบโตตามธรรมชาติของมนุษย์ หรือทำให้เบี่ยงเบนไปจากที่ควรจะเป็น กระบวนการตามธรรมชาติที่ควรปล่อยให้เป็นไปคือ การรับรู้ เรียนรู้ งอกงาม และถักทอเครือข่าย
คุณธรรมข้อที่ 3 การฟังอย่างลึก คือ การเคารพในตัวคู่สนทนา วางตัวตนของตัวเองลง ฟังด้วยจิตใจสงบและมีสติเพื่อให้เข้าใจคู่สนทนาอย่างถ่องแท้และทำให้เกิดปัญญา
คุณธรรมข้อที่ 4 เป็นวิธีการทางบวก หมายถึง การเลือกเอาเฉพาะเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ปีติยินดีมาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้เกิดกำลังใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีงามหรือช่วยกันแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยพลังทางบวก
คุณธรรมข้อที่ 5 การเจริญธรรมะ 4 ประการที่เกื้อหนุนการเรียนรู้ร่วมกัน คือ ความเอื้ออาทร เปิดเผย จริงใจและเชื่อถือไว้วางใจกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความไว้วางใจกันและนำไปสู่การเผยตัวตนและแลกเปลี่ยนความรู้ได้ลึกซึ้งและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
คุณธรรมข้อที่ 6 การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเป็นอิทธิปัญญา คือ การส่งเสริมให้คนเรียนรู้ร่วมกันโดยการปฏิบัติ โดยการดึงเอาความรู้ในตัวคนแต่ละคนออกมาใช้ร่วมกันเพื่อให้เกิดความสำเร็จร่วมกัน
คุณธรรมข้อที่ 7 การถักทอไปสู่โครงสร้างใหม่ขององค์กรและสังคม โครงสร้างใหม่ที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานคือ เครือข่ายมนุษย์ มิใช่โครงสร้างแนวดิ่งที่มีการกดทับหรือโครงสร้างแบบปัจเจกบุคคลที่ไม่มีการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่เกิดพลังในการแก้ไขหรือสร้างสรรค์ โครงสร้างแบบเครือข่ายเปรียบเสมือนกับสมองของมนุษย์ที่แต่ละเซลล์ถูกเชื่อมโยงกันด้วยเส้นประสาท ทำให้สมองมีสมรรถนะในการเรียนรู้สูงสุด และเครือข่ายมนุษย์ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน และโครงสร้างแบบใหม่นี้จะส่งเสริมศักยภาพ เสรีภาพและศักดิศรีแห่งความเป็นมนุษย์โดยถ้วนหน้าอีกด้วย
คุณธรรมข้อที่ 8 การเจริญสติในการกระทำ เพราะสติจะทำให้นิ่ง ทำให้มองเห็นความเป็นจริงและสามารถเลือกทางในการปฏิบัติต่อสถานการณ์หนึ่งๆได้อย่างถูกต้อง สติทำให้เกิดปัญญา

เสรีภาพของระบบและศักยภาพบูรณาการของมนุษย์ทั้ง 4 มิติ

คำสำคัญที่ท่านได้เน้นคือ “เสรีภาพของระบบ” และ “ศักยภาพบูรณาการของมนุษย์ทั้ง 4 มิติ”

คำว่า “เสรีภาพของระบบ” หมายถึง ความสอดคล้องลงตัวกันขององค์ประกอบทุกตัวภายในระบบทุกอย่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างคล่องตัวและสอดประสานกัน ไม่มีส่วนใดที่ขัดหรือกดทับกัน

ส่วนคำว่า “ศักยภาพบูรณาการของมนุษย์ทั้ง 4 มิติ” ประกอบด้วย มิติทางด้าน กายหรือวัตถุ จิต สังคม และปัญญา ที่จะต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆกัน ไม่ทำแบบแยกส่วน โดยเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาคือ การอยู่ร่วมกัน มิใช่การได้กำไรสูงสุด

การจะพัฒนาในด้านต่างๆนั้น ต้องมองเป็นภาพรวม มิใช่มองแบบแบ่งพรรคแบ่งพวก ทุกองค์ประกอบมีความสำคัญเท่าเทียมกัน โดยผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบเอา “ความรู้ในตัวคน” และ “ศีลธรรม” เป็นที่ตั้ง ศีลธรรมเป็นทั้งกระบวนการและเป้าหมายสุดท้ายของการพัฒนา และการจัดการความรู้

นอกจากนั้น มนุษย์จำเป็นต้องมีการอยู่ร่วมกัน เพื่อนำเอาสติปัญญาร่วม และศีลธรรมร่วมกันมาช่วยกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาสิ่งต่างๆไปพร้อมๆกัน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการพัฒนาในด้านสังคม (ที่มีการอยู่ร่วมกันแบบสร้างสรรค์และผาสุก) และเราต้องนำเอาสติปัญญาเข้ามาใช้ในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้มองเห็นความเป็นจริง เกี่ยวกับ ตัวเอง ผู้อื่น และสิ่งรอบตัวทั้งปวง เมื่อเห็นได้เช่นนั้นแล้ว จะเกิดการพัฒนามาจากรากเหง้า นั่นคือ ความรัก ความเห็นอกเห็นใจ การเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ช่วยเหลือกันอย่างจริงใจ และเมื่อนั้น สังคมก็จะดี จิตใจของคนที่อยู่ในสังคมก็จะดี ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพดีไปด้วย การทำมาหากินก็คล่อง เพราะมีการแบ่งปันและช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอ

สิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มต้นจากการมีศีล เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ผ่านกระบวนการจัดการความรู้ที่เหมาะสมซึ่งหมายถึง เอาความรู้ในตัวคนเป็นตัวตั้ง และต่อยอดด้วยความรู้จากตำรานั่นเอง ก็จะทำให้สังคมเจริญงอกงามอย่างแท้จริง


ปริมณฑลแห่งการใช้ประโยชน์ของการจัดการความรู้

กระบวนการจัดการความรู้ที่ได้กล่าวถึงนี้ (เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เคารพความรู้ในตัวคน ความมีศีลธรรม การตั้งใจฟัง การทำแผนที่มนุษย์และการปฏิบัติและเรียนรู้ร่วมกัน) สามารถนำไปใช้ได้ทุกส่วนของสังคมตั้งแต่ระดับเล็กสุด คือ การเปลี่ยนกรอบความคิดของตัวเราเองหรือของคนอื่นๆที่อยู่รอบๆเรา เช่นครอบครัว ให้ตระหนักถึงความรู้ที่มีอยู่ในตัวเราที่ไม่เหมือนใคร และเราจะมองเพื่อนมนุษย์เปลี่ยนไป เพราะทุกคนจะมีความเท่าเทียมกันหมดเพราะแต่ละคนมีความเก่งคนละอย่าง ซึ่งนี่ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านในระดับที่สำคัญที่สุดคือปัจเจกแต่ละคน

ในระดับสูงขึ้นมา คือ การจัดการเรียนรู้ในรูปแบบดังกล่าวในระดับชุมชน องค์กร สังคม ประเทศ นโยบายสาธารณะ หรือในภาคส่วนที่ต้องการการพัฒนาโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมโดยรวม เรียนรู้ไปร่วมกันและช่วยกันแก้ไขปัญหายากๆให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

จิตสำนึกใหม่ การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน และการพ้นทุกข์ร่วมกัน

การที่จะทำให้โครงสร้างสังคมเปลี่ยนแปลงไปเป็นสังคมที่ปลดปล่อยศักยภาพและเสรีภาพ รวมไปถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และสันติได้นั้น จะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในนั่นคือ การเปลี่ยนปัจเจกให้มีจิตสำนึกใหม่ คือ การเคารพความรู้ในตัวบุคคลอันจะนำมาสู่มุมมองใหม่ในการมองเพื่อนมนุษย์ รวมไปถึงการมองสิ่งต่างๆที่มีความสัมพันธ์กันแบบองค์รวม โดยมีการปฏิบัติการจัดการความรู้โดยใช้คุณธรรม 8 ประการข้างต้น เพื่อเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ทั้ง 4 คือ กายหรือวัตถุ จิต สังคมและปัญญาแบบองค์รวม และกลายเป็นสังคมที่มีศีลธรรม มีความรัก เอื้ออาทรและเป็นสังคมที่มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องร่วมกันเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆรวมทั้งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีให้แก่สังคมมากขึ้น

Change Mindset about Thai Education Revolution

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

11

จุดเปลี่ยนของสังคม:โอกาสของการปฏิวัติการศึกษา

® สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โดย ริญญาภัทร์ หอมลา ห้ามลอกเลียนไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนเท่านั้น

 


วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

แนะนำแนวคิดในการปรับรูปแบบการศึกษาไทย

ครั้งนี้ขอใช้พื้นที่นี้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการปรับรูปแบบของการศึกษาไทยดูค่ะ เป็นความคิดที่สั่งสมมานานตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนแล้วและได้กลั่นกรองออกมาครั้งแรกประมาณหลังเหตุการณ์สงกรานต์วิปโยคที่ผ่านมา ขออยากจะขอนำมาแชร์ที่นี่

โดยคร่าวๆก็คือ ระบบการศึกษาไทยตอนนี้อยากจะเรียกว่าล้มเหลวนะ ถ้าเทียบเป็นการบริหารจัดการหน่วยงานใหญ่ๆหน่วยงานหนึ่ง เทียบว่า ต้นทุนของพ่อแม่ ของสังคม (ภาษีที่แบ่งมาให้ภาคการศึกษา) และเงินในภาครัฐที่นำมาใช้ในเรื่องการศึกษา เหมือนกับเอามาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ค่าเรียนพิเศษตอนม.ปลาย คอร์สละ 4-5 พัน พอเอ็นท์ติด จบออกมาทำงาน บางทีวิชาเหล่านั้นก็ไม่เคยได้ใช้ประโยชน์เลย (แต่ถ้าใครใช้ก็ไม่ว่ากันค่ะ ^-^ เราพูดถึงส่วนใหญ่)

ลองคำนวณเล่นๆนะคะ เอาเฉพาะนักเรียนคนเดียว ม.ปลายละกัน (เดี๋ยวนี้มีกวดวิชาอนุบาลยันมัธยมต้นแ้ล้ว ก็ลองไปคำนวณเล่นๆละกันค่ะ ว่าหมดไปเท่าไหร่) ค่าคอร์สตกประมาณ 4000 บาท ถ้าเรียน 7 วิชา ก็ตก 28,000 บาทต่อคนต่อเทอม ถ้ามี 6 เทอม เฉพาะค่าเรียนพิเศษก็ประมาณ 168,000 ยังไม่รวมค่าเทอมนะคะ แล้วแต่โรงเรียน

ตอนเรียนมหาลัย ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลก็ถูกหน่อย ตกประมาณ 7200 บาทต่อเทอม (หน่วยกิตละ 400 สำหรับภาคปกติ มีทั้งหมด 18 หน่วยกิต) 8 เทอม ก็ 57600

นี่แค่เอาที่มองเห็นได้ก่อนนะคะ ที่ยังไม่รวม ก็มีค่ากินค่าอยู่ ค่ารถค่าเรือ ค่าสังคม ค่าเหล้า ค่ายา (อิอิ อันนี้แล้วแต่คนค่า)

จบออกมา คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ตั้งเป้าหมายในชีวิตของตัวเองได้แล้ว หรือคนที่ทำงานที่มีรายได้สูงหน่อย ก็มักจะได้งานคุ้มค่าเหนื่อยที่ลงแรงเรียนไป 20 กว่าปีค่ะ

แต่ที่เหลือ คาดว่า 80% (ตามกฎ 80/20 ค่ะ) หาตัวเองไม่เจอ ทำงานไม่ตรงสายที่เรียนมา ทำงานไม่ตรงความถนัด

ตรงนี้แหละที่เป็นจุดบอดของ "ระบบการศึกษาไทย"

เพราะไม่สอนให้คนรู้จักตัวเอง ไม่เอื้อให้ศักยภาพของคนแต่ละคนเบ่งบาน สถาบันทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งฝ่าย มีคนสูงศักดิ์และมีคนต่ำศักดิ์

นั่นคือสิ่งที่การศึกษาของเราหล่อหลอมเรามาค่ะ

แต่ตรงนี้เราไ่ม่ตำหนิครูอาจารย์นะคะ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ เราเป็นคนดีและมีจิตสำนึกมาได้ มีวิชาความรู้ก็เพราะพวกท่านค่ะ

แต่ที่เห็นว่าเป็นปัญหาคือ "ระบบ" ทั้งระบบ รวมถึงวิธีการคิดของคนที่มีอำนาจด้วยค่ะ

ไปติดตามได้เลยนะคะ ^-^

ป.ล ไม่ได้คิดว่าตัวเองเจ๋งมาจากไหนนะคะ ถึงมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องแบบนี้ เป็นลูกนกเล็กๆที่พยายามทำความเข้าใจท้องฟ้าอันกว้างใหญ่เองค่ะ หากมีตรงไหนที่เพื่อนๆอยากแนะนำ ก็เชิญได้เลยค่ะ เรามาแบ่งปันกัน

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บทที่ 2 การจัดการความรู้กับการพัฒนาสมรรถนะขององค์กร (ตอนที่ 3)



เมื่อทราบแล้วว่า องค์ความรู้และความสามารถหลักของบุคคลเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญสำหรับการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง

องค์กรจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการ "เก็บรักษาและถ่ายทอดองค์ความรู้" จากรุ่นสู่รุ่น ^-^

ซึ่ง Snowden ได้ตั้งรูปแบบการส่งผ่านความรู้และการเ้รียนรู้เป็น 4 วิธีได้แก่
  1. การฝึกงาน - เรียนโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญ จะได้ทั้ง soft และ hard skill เป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง learning by doing
  2. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการฝึกงาน - เช่น การถ่ายทอดสดวิดีโอ เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ฝึกสอนกับผู้เรียนนั้นอยู่ห่างไกลกัน
  3. E-learning หรือ web-based Training
  4. หลักสูตรการเรียนรู้แบบเก่า
ซึ่งในองค์กรหนึ่งๆ สามารถมีวิธีการเีรียนรู้ได้หลายวิธีผสมกัน แต่สิ่งที่สำคัญ คือ การรักษาสมดุลระหว่าง การเรียนรู้อย่างเป็นระบบ การฝึกอบรม และการพัฒนา และการเรียนรู้จากการฝึกฝนในแต่ละวัน

ซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เนื่องจากบุคลากรแต่ละฝ่ายและแต่ละคนต่างก็มีความพิเศษและวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน บางคนเรียนรู้ได้ดีจากการปฏิบัติ บางคนเรียนรู้ผ่านการอ่านเอกสารได้อย่างรวดเร็ว ก็ต้องดูให้เหมาะสมกับแต่ละคนไป


การสร้างโอกาสในการเีรียนรู้ีหลายรูปแบบ ดังนี้
  1. ประชุมกลุ่ม
  2. ประชุมและสนทนาอย่างไม่เป็นทางการ
  3. ทำงานเป็นทีมข้ามแผนก
  4. เรียนรู้จากการทำโครงการ
  5. สร้างกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ
  6. พยายามมีส่วนร่วมในการเีรียนรู้ (self-center)
  7. เรียนรู้จากการคิดอย่างไม่เป็นระบบและพื้นที่การเีรียนรู้ (Learning Space)
บีมคิดว่า ข้อ 1-4 นั้น เป็นวิธีที่เราเห็นกันจนชินตาแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้นี้ การเรียนรู้ในองค์กรในรูปแบบที่ 5-7 เป็นสิ่งที่น่าสนใจ

เนื่องจากองค์กรมุ่งเน้นผลการปฏิบัติงานมากขึ้น การเรียนรู้แบบสร้างกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ ก็จะเป็นการปลูกฝังให้พนักงานนำแนวคิดต่างๆมาสู่แผนการปฏิบัติงานได้มากขึ้น เป็นรูปธรรมมากขึ้น

และในยุคนี้ ข้อมูลข่าวสารความรู้มีมากมาย หากจะรอให้คนมาป้อนอย่างเดียวก็คงจะไม่ทัน พนักงานจึงต้องเรียนรู้ที่จะเรียนได้ด้วยตัวเอง


และสิ่งที่น่าสนใจมากคือ การเีรียนรู้จากการคิดอย่างไม่เป็นระบบในข้อ 7 นั่นเอง

ซึ่งข้อนี้เกี่ยวข้องกับการจัดสภาพแวดล้อมการทำงาน ให้เอื้อต่อการเกิดความคิดที่โลดแล่น

บีมเห็นด้วยกับความคิดตรงนี้ เพราะ ถ้าหากเราสังเกตการเีรียนรู้ของชีวิตเราเอง ช่วงที่เราไม่กดดันคิดอะไรให้ออก มันมักจะได้ไอเดียดีๆออกมา หรือที่เค้ามักว่ากันว่า ไอเดียดีๆได้จากวงเหล้า

ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นวงเหล้าเสมอไป แต่บีมเปรียบเทียบว่า การพูดคุยกันในบรรยากาศสบายๆ ไม่กดดันว่าจะต้องคิดอะไรให้ออกนั้น ผลที่ได้จากการสนทนานั้น ย่อมออกมาดีเสมอ ซึ่งมักจะเป็นไอเีดียใหม่ๆ บรรเจิดออกมาจากการค่อยๆผสมผสานความคิดของแต่ละคนอย่างไม่ตั้งใจ

เพราะหลายๆครั้ง ที่บีมเอง เกิดความคิดที่เค้าเรียกว่า "แว่บ" หรือ "Blink" ตอนแปรงฟัน ซักผ้า นั่งดูดาว ซึ่งมักเป็นความรู้ที่ฝังกับจิตวิญญาณเราไปจนตาย มันเป็นการพัฒนาจิตวิญญาณเราขึ้นไปทีละขั้นๆ มันจะค่อยๆสะสมไปเรื่อยๆ แม้ออกจากโรงเีรียนแล้ว จบการศึกษาแล้ว ส่วนนี้จะไม่ไปไหน แต่จะต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ

บีมจำได้ว่าเคยอ่า่นบทความเกี่ยวกับความรู้ประเภทนี้ มักจะเกิดขึ้นกับนักวิทยาศาสตร์ที่ได้คิดค้นสิ่งใหม่ๆขึ้นในยุคเทคโนโลยีรุ่งเรือง ไอสไตน์ก็แบบนี้ มาีีรี คูรีก็แบบนี้ ...

การปล่อยให้สมองทำงานในสภาวะที่ผ่อนคลายนี้คือ การนำเอาศักยภาพของจิตใต้สำนึกที่เค้าว่ากันว่า เป็น 80-90% ของจิตทั้งหมดของเรามาใช้ ซึ่งเป็นส่วนที่บรรจุข้อมูลตั้งแต่อดีตชาติมาจนถึงทุกวันนี้ (ถ้าเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด)

และทำให้การเีรียนรู้ในรูปแบบไม่เป็นทางการนี้น่าสนใจและควรเอามาต่อยอดมากๆ ถ้าหากจุดหมายขององค์กรคือ นวัตกรรมที่ล้ำหน้า ไม่ใช่เพียงแ่ค่อยู่รอดด้วยผลกำไร

ที่สำคัญคือ ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์หรือไม่ ว่า การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ในกลุ่มที่ถูกต้อง (กลุ่มที่มีคุณค่าและทดแทนได้ยาก) เป็นยุทธศาสตร์สร้างความมั่งคั่งให้กับบริษัทในระยะยาว

กรณีที่น่าสนใจอีกกรณีหนึ่งสำหรับการลงทุนเพื่อการเรียนรู้คือ บริษัท BBC ที่ได้ลงทุนซื้อกล้องถ่ายวิดีโอแบบดิจิตอลและซื้อ Digilab มาให้พนักงานทุกคนในบริษัทได้มีโอกาสมาลองใช้เพื่อเีรียนรู้เทคโนโลยี ทั้งผู้ผลิตรายการ ผู้ชำนาญ IT และผู้ฝึกงาน ฯลฯ

ซึ่งจะทำให้พนักงานสามารถแบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ และนำไปประยุกต์กับงานของตนเองได้มากขึ้นด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บทที่ 2 การจัดการความรู้กับการพัฒนาสมรรถนะขององค์กร (ตอนที่ 2)



ลักษณะใหญ่ๆ ของการเปลี่ยนแปลงในปัจจุับันนี้คือ

การกระจายออก การแบ่งปัน การพึ่งพาอาศัยกัน และความมีลักษณะเฉพาะตัวมากขึ้น
  1. การกระจายออก ตรงข้ามกับการรวมศูนย์อำนาจ เป็นการเอาอำนาจออกจากตรงกลาง กระจายไปสู่บุคลากรในองค์กรมากขึ้น (Empower) ซึ่งอำนาจที่กระจายออกไปนี้จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ การตัดสินใจ ซึ่งสอดรับกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แทนที่เวลามีเรื่องอะไร ก็ส่งเข้าสู่ศูนย์กลาง แล้วส่งย้อนลงมา ทำให้เสียเวลา ก็ให้แต่ละส่วนนั้น มีหัวหน้างาน และตัดสินใจงานไปเองได้เลย และมีการคุยกันเกี่ยวกับการทำงานเพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกันอยู่เสมอ
  2. การแบ่งปัน หรือ พึ่งพาอาศัยกัน เมื่อต่างคนต่างก็ต้องใช้อำนาจตัดสินใจ ต่างคนต่างก็มีความรู้ความสามารถ ในการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันนั้น จะต้องมีการแบ่งปันทรัพยากรในหน่วยของตน ซึ่งหลักธรรมชาติคือ ถ้าให้ก็จะได้รับ เมื่อมีการแลกเปลี่ยนกัน ย่อมได้แหล่งข้อมูลหรือสินทรัพย์กลางที่จะสามารถนำไปใช้ร่วมกันได้ในอนาคตและทำให้เป็นแหล่งก่อกำเนิดนวัตกรรมจากการสังเคราะห์ความรู้ที่เอามารวมกันนี้ได้มากขึ้น
  3. ความเฉพาะตัวนี้ หมายถึงตั้งแต่ บุคลากร และ ตลาดผู้บริโภค ในปัจจุบันนี้ สถานที่ทำงาน ก็มีไอเดียของ The Third Place นั่นคือ ให้เป็นที่ที่คนอยู่แล้วเกิดความรู้สึกเหมือนเป็นสถานที่ของตัวเอง เป็นที่ที่ทำให้เกิดความรู้สึกแห่งความเป็นส่วนหนึ่ง รู้สึกสบาย ในปัจจุบันนี้ หากผู้บริหารองค์กรมีวิสัยทัศน์ ก็จะทำให้สถานที่ทำงานเหมาะสมกับพนักงานแต่ละส่วน ฝ่ายการตลาดต้องการที่เปิด มีการสื่อสารกันตลอด ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต้องอยู่ในที่เงียบหน่อย เพราะต้องใช้้ความคิด มีห้องกาแฟ มีที่นั่งสบายๆ เป็นต้น ส่วนผู้บริโภคนั้น จะสังเกตได้ว่า ถ้าหากทำให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์สามารถปรับใ้ช้ได้เฉพาะตัวบุคคลมากขึ้น หรือบ่งบอกความเป็นตัวตนของเค้ามากเท่าใด ก็จะได้รับการตอบรับดีมากเท่านั้น
นี่เป็น trend ใหม่ของทุกสิ่งบนโลกนี้




ลักษณะขององค์กรสมัยใหม่จะมีรูปแบบคล้ายกับวงออเครสตร้า


ไม่อยากจะให้จำเป็นข้อๆ แต่บีมอยากจะเสนอให้ทุกคนมองในแง่ของธรรมะ คือ ความเป็นจริง ถ้ามองได้แบบนี้ ก็จะสามารถเข้าใจปรากฎการณ์ทุกอย่างบนโลกนี้ และอธิบายได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร และมันกำลังจะเดินไปในทิศทางใดค่ะ

จาก 3 ข้อที่บีมเขียนสรุปนี้ ถ้าทุกคนดูในตารางแสดง "ลักษณะขององค์กรสมัยใหม่" แล้วก็จะสามารถใช้หลักคิดนี้อธิบายให้ทุกข้อเชื่อมโยงกันได้หมดเลยค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น การกระจายออกนั้น ทำให้ระบบโครงสร้างแบบปิรามิดแตกออก เป็นลักษณะของ network ซึ่งแต่ละคนจะมีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น และอำนาจนี้จะึขึ้นอยู่กับ "ความรู้ความสามารถด้านการใช้ประโยชน์จากข้อมูล" เป็นหลัก และ้ด้วยความเป็น network และอิสระที่มากขึ้น ทำให้ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน และมีความยืดหยุ่นสูง

management จะไม่ใช่ผู้ที่เอาแต่สั่งการอีกต่อไป แต่จะต้องอาัศัยองค์ความรู้ และมันสมองของพนักงานในการกำหนดกลยุทธ์ จึงทำให้การดำเนินการเป็นแบบ "วงดนตรีออเคสตร้า" หรือแบนราบมากขึ้น มีความใกล้ชิดกันระหว่างฝ่ายบริหารและปฏิบัติการมากขึ้น และต้องฟังพนักงานมากขึ้น (Bottom up)

นี่เ็ป็นตัวอย่างของการใช้หลัก 3 ข้อนั้นอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากองค์กรสมัยเก่ามาเป็นแบบใหม่ ซึ่งสามารถใช้ในการอธิบายปรากฎการณ์อื่นๆได้ด้วย

นอกจากนี้ อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งกับคำศัพท์เหล่านี้ค่ะ เพราะมันเ็ป็น keyword สำคัญต่อการทำความเข้าใจ trend ของการปรับเปลี่ยนองค์กรในอนาคตอันใกล้นี้
  • Traditional Organization
  • Learning Organization
  • Developing Organization
  • Innovation Organization
และหากพี่ๆหรือเพื่อนๆคนไหนทำงานในองค์กร ลองนั่งคิดๆตอนสมองโปร่งๆ ค่ะว่า องค์กรที่ตัวเองทำงานอยู่นั้น เข้าข่ายลักษณะองค์กรแบบใด

บีมคิดว่า วิธีนี้น่าจะช่วยให้สามารถเข้าใจบทเรียนนี้ได้ดีขึ้นค่ะ

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

What is meant by the term “knowledge worker,” and what IT support does this type of worker need today?

จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Knowledge_worker knowledge worker เป็นบุคลากรที่ใช้ความรู้ความสามารถในการตีความข้อมูลข่าวสารในบริบทใดบริบทหนึ่ง

หรือพูดง่ายๆว่า เป็นบุคลากรที่ต้องทำงานกับข้อมูลจำนวนมากๆ และมีความสามารถในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล บรรลุวัตถุประสงค์ของงานและรวมไปถึงการริเริ่มสร้างสรรค์ให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ

Knowledge worker จึงมีชื่อเรียกอีกว่า intellectual worker หรือ brain worker นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น คนที่ทำงานในส่วนของเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมด รวมไปถึง นักขาย ทนาย ครู อาจารย์ หมอ นักข่าว เป็นต้น และมีแนวโน้มว่า คนทุกส่วนในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจฐานความรู้นั้น จะต้องได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็น knowledge worker ไม่เร็วก็ช้า เพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีวิตอยู่และเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

และเนื่องจากในปัจจุบันนี้มีกลุ่มคนที่เรียกว่า Telecommuters ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่ทำงานไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ซึ่งมักเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่สังกัดบริษัทใดๆทั้งสิ้น รับงานเป็นครั้งคราวไป ก็ถือว่าเป็น knowledge worker อีกส่วนหนึ่งที่กำลังเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

ดังนั้น โดยสรุปแล้ว knowledge worker คือ คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลและต้องนำข้อมุลนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่องานที่ทำและบรรลุวัตถุประสงค์

โดยในขณะนี้ สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มบุคลากรที่สังกัดบริษัท กับ free agents นั่นเอง

แต่สิ่งที่คน 2 กลุ่มนี้ต้องการการสนับสนุนทางด้าน IT เหมือนกันก็คือ โครงข่ายการสื่อสารและระบบเน็ตเวิร์คที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ในที่นี้หมายถึง ความรวดเร็ว ความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล ความครอบคลุมของระบบเครือข่ายการสื่อสาร การรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล รวมไปถึงระบบการจัดเก็บข้อมูลสำรอง (backup) ที่น่าเชื่อถือ

นอกจากทางด้านโครงสร้างของระบบเครือข่ายแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ ระบบการจัดเก็บและสืบค้นสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ เป็นหมวดหมู่ สามารถดึงออกมาใช้ได้ง่ายและตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งาน

What are some ways that businesses are using the internet to compete in new ways?

http://wordnetweb.princeton.edu/perl/webwn?s=internet ได้ให้ความหมายของ Internet ไว้ว่า
“a computer network consisting of a worldwide network of computer networks that use the TCP/IP network protocols to facilitate data transmission and exchange”

ได้ทำให้เราเข้าใจชัดเจนว่า อินเตอร์เน็ตนั้นเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระดับโลก สื่อสารกันด้วย TCP/IP network protocols ทั้งแบบมีสายและไร้สาย

จะเห็นว่า เป็นเครือข่ายขนาดมหึมา เป็นได้ทั้งเครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายทุน เครือข่ายผู้ประกอบการ เครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เป็นการข้ามขอบเขตทางกายภาพอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถือว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ทั้งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันอย่างกว้างขวาง และได้ทำให้กลุ่มคนเล็กๆ บริษัทเล็กๆ หรือบริษัทที่ไม่มีที่ตั้งทางกายภาพ สามารถบริหารงานได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือมากกว่าบริษัทใหญ่ยักษ์ที่ตั้งขึ้นมาหลายสิบปี

วิธีเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรนั้น Michael E. Porter ได้เสนอว่ามี 3 วิธีคือ
Cost คือ ให้มีต้นทุนต่ำที่สุด
Differentiation คือ ทำให้แตกต่าง
Focus คือ การเจาะกลุ่มเป้าหมาย

และในยุคนี้ อินเตอร์เน็ตและระบบสารสนเทศก็สามารถนำมาใช้เพื่อผลักดันให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันได้ดังนี้

Cost อินเตอร์เน็ตสามารถลดต้นทุนในการดำเนินงานต่างๆได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น
การติดต่อสื่อสารทั้งภายในและภายนอก จากแต่เดิมเคยใช้โทรศัพท์หรือ Messenger ก็เปลี่ยนมาติดต่อโดยใช้อีเมลแทน
การประชุม อบรมสัมมนา โดยวิทยากรไม่จำเป็นต้องเดินทางอีกต่อไป สามารถที่จะใช้เทคโนโลยี VDO Conference ทำให้ประหยัดค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าเช่าสถานที่ ค่าอาหารและของว่าง เป็นต้น
ลดการใช้กระดาษ เนื่องจากบริษัทสามารถบันทึกข้อมูลต่างๆบน network หรือ media ต่างๆได้เลย Print เฉพาะเอกสารที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ

Differentiation ในที่นี้อาจหมายถึงการผลิตบริการที่แตกต่างจากคู่แข่งออกไป ยกตัวอย่างเช่น
การให้ลูกค้าสั่งซื้อผลิตภัณฑ์บนเว็บไซท์ โดยมีการพัฒนาเว็บไซท์ให้สวยงามน่าใช้ มีลักษณะเฉพาะตัว ใช้ง่าย และมีระบบตรวจสอบ (E-tracking) ที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้เองจากหมายเลขอ้างอิงที่ได้รับ เหมือนที่ไปรษณีย์ไทยนำเอาระบบตรวจเช็คสถานการณ์ส่งพัสดุมาให้ลูกค้าใช้ตรวจสอบ
การทำให้แตกต่างทางอ้อม คือ การนำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและอินเตอร์เน็ตมาใช้สนับสนุนการทำงานของแรงงานความรู้ เช่น พนักงานขายมืออาชีพของบริษัท เช่น เวลาที่พวกเขาไปพบปะลูกค้า จะสามารถเช็คข้อมูล stock แบบ real time หรือข้อมูลอื่นๆที่ลูกค้าต้องการทราบในขณะนั้นได้ทันที ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ดีขึ้น

Focus การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการเจาะกลุ่มเป้าหมายนั้น สามารถใช้ประโยชน์ได้จาก Social Networking เช่น Facebook, Hi5 หรือ Pantip โดยปกติแล้ว ในกลุ่มคนที่อยู่ใน social networking นี้ ก็จะมีการรวมตัวกันตามความสนใจของแต่ละคนอยู่แล้ว มีการอัพเดทข้อมูลข่าวสารเป็นประจำอยู่เสมอๆ ซึ่งธุรกิจต่างๆ สามารถที่จะเข้าไปหาข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค หรือ ไปลงโฆษณาต่างๆ ได้ ซึ่งจะทำให้การตลาดนั้นทำได้ตรงจุดมากขึ้นโดยเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาลดลง

What are some of the IT innovations of the past two decades that have led to “ubiquitous” computing?

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า ubiquitous computing ว่าคืออะไร ubiquitous หมายถึง มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ส่วน computing หมายถึง ระบบการประมวลผล เมื่อนำมารวมกันแล้ว จึงหมายถึง ระบบการมวลผลที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

จากข้อมูลในเว็บไซท์
http://en.wikipedia.org/wiki/Ubiquitous_computing http://science.discovery.com/videos/visions-of-the-future-ubiquitous-computing.html

ทำให้เห็นภาพว่า ระบบที่ว่านี้เสมือนกับการเอาคอมพิวเตอร์หรือชิพประมวลผลใส่ลงไปในทุกอณูของสิ่งต่างๆทางกายภาพ โดยรูปแบบที่เล็กที่สุดคือ ระดับอนุภาคฝุ่น (dust) ที่มีขนาดที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งแนวคิดนี้จะสามารถทำให้ทุกสิ่งบนโลกนี้กลายเป็นคอมพิวเตอร์มีชีวิต อยู่ในทุกหนทุกแห่งได้อย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น มีการนำเอามาผสมเป็นวัสดุทำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และจากวิดีโอดังกล่าวก็ได้ทำให้เห็นภาพว่า เทคโนโลยีเสื้อผ้าแห่งอนาคตนั้น มิใช่เป็นแต่เพียงกันร้อนกันหนาวเท่านั้น แต่ยังสามารถจับอุณหภูมิหรือความผิดปกติต่างๆในร่างกายของเรา รวมทั้งการระบุตำแหน่งที่ตั้งของเรา เพื่อการรักษาที่ทันท่วงที

หรือแม้แต่ยาที่เรารับประทานเข้าไป ในอนาคต หากว่ามีระบบประมวลผลขนาดเล็กเป็นองค์ประกอบของตัวยาได้แล้ว เราก็จะสามารถมองเห็นอวัยวะภายในทั้งหมดของเราผ่านยาตัวนี้ขณะที่มันเดินทางไปในระบบทางเดินทางอาหารของเราได้

หรือแม้แต่แว่นตากันแดด ก็จะมีสมรรถภาพในการประมวลผลบุคคลที่เราเดินผ่านไปได้ ว่ามีประวัติอย่างไร ชื่ออะไร เป็นต้น

และทุกอย่างจะถูกเชื่อมต่อกันด้วยระบบ network ที่ทรงประสิทธิภาพนั่นเอง ทำให้ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่เราเคยดูเมื่อหลายปีก่อนนั้น สามารถกลายเป็นจริงได้ในอนาคต

สำหรับคำถามที่ว่า นวัตกรรมอะไรที่เกิดขึ้นเมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เกิดระบบการประมวลผลที่แฝงอยู่ในทุกหนทุกแห่งนี้ น่าจะเป็น การเกิดขึ้นของ Microprocessor โดยบริษัท Intel เมื่อปี 1971 (http://inventors.about.com/od/mstartinventions/a/microprocessor.htm) โดยเกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาของ Ted Hoff หนึ่งในวิศวกรผู้ออกแบบชิพ ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าจากญี่ปุ่นที่ต้องการชิพที่มีความแตกต่างกันทั้งหมด 12 ตัวสำหรับอุปกรณ์ต่างๆกัน 12 ชิ้น ด้วยกำลังการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัด เขาจึงร่วมกับทีมแล้วออกแบบชิพหนึ่งตัวที่สามารถทำงานได้ครอบคลุม 12 อย่างอย่างที่ลูกค้าต้องการ และนั่นคือ จุดกำเนิดของ Microprocessor ที่ถูกนำมาพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ในปัจจุบันนี้ ชิพมีขนาดเล็กลงมาก จนสามารถใส่ในมือถือขนาดเล็กบางเฉียบได้

และจากแนวโน้มของ Hardware ที่จะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จึงทำให้แนวคิดที่ว่า จะพัฒนาตัวประมวลผลให้มีขนาดเล็กจนมีอนุภาคเท่าฝุ่นนั้นสามารถเป็นไปได้ และเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาและประยุกต์ใช้ ubiquitous computing อย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ นวัตกรรมในด้านของอินเตอร์เน็ต ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีการสื่อสาร ก็เป็นส่วนที่ทำให้เกิดพัฒนาการมาถึงจุดของ ubiquitous computing เพราะ หากมีเพียงระบบประมวลเล็กๆ อยู่ในสิ่งต่างๆ แต่ไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลหรือการสื่อสารกันแล้ว การประมวลผลนั้น ก็ไม่สามารถจะนำเอาไปประยุกต์ทำประโยชน์ได้มากนัก ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าเราจะมีเสื้อผ้าที่ตรวจจับความผิดปกติในร่างกายได้ แต่ไม่สามารถสื่อสารไปยังศูนย์รับข้อมูลของโรงพยาบาลที่เราได้ทำประกันสุขภาพเอาไว้ได้ หรือไม่สามารถสื่อสารไปยังศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือฉุกเฉินเช่น 191 ได้ เราก็อาจไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ซึ่งมีเทคโนโลยีประมวลผลทรงประสิทธิภาพมากก็จริง แต่หากขาดนวัตกรรมด้านระบบเครือข่ายแล้ว ubiquitous computing ก็คงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บทที่ 2 การจัดการความรู้กับการพัฒนาสมรรถนะขององค์กร (ตอนที่ 1)

ในปัจจุบัน แนวโน้มของเศรษฐกิจและสังคมโลก กำลังเข้าสู่ สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ นั่นคือ ปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือการผลิตต่างๆ จะอยู่บนพื้นฐานของ "ข้อมูลและความรู้" เป็นสำคัญ

นี่เป็นสาเหตุให้องค์กรต่างๆ ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เกิดการอยู่รอดและดำเนินต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จ

สิ่งที่องค์กรจำเป็นจะต้องมีคือ ความพร้อมในการแข่งขัน

ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีการตั้งรับและรุกเชิงกลยุทธ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วโดยอ้างอิงจากสารสนเทศที่มีความเป็นปัจจุบัน ภายใต้สภาวะความกดดันและความแข่งขันที่นับวันจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น

องค์กรที่ต้องการเป็นเลิศควรจะต้องทำสิ่งต่อไปนี้
  1. รู้จักตัวเอง โดยการประเมินจุดอ่อนและจุดแข็งขององค์กรอย่างถูกต้อง และซื่อสัตย์ และจะต้องรู้จักองค์กรของตนเป็นอย่างดีว่า มีการเมืองภายในเป็นอย่างไร เครือข่ายหรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆ ในองค์กรกับภายนอกนั้นเป็นอย่างไร รวมไปถึงกฎ ระเบียบต่างๆ วัฒนธรรมองค์กร ว่าสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อการดำเนินการอย่างไรบ้าง
  2. กล้าที่จะริเริ่ม และเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง อาจจะเริ่มจากจุดจุดหนึ่งก่อนแล้วค่อยขยายไปทั่วทั้งองค์กร
  3. มีการมอบอำนาจให้กับผู้นำ และช่วยเหลืออย่างจริงใจ (กระจายอำนาจออกไป ให้อำนาจการตัดสินใจ)
  4. ต้องรู้จักปรับตัวภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
  5. มีการสร้างแรงบันดาลใจร่วมกัน และสร้างบรรยากาศแห่ง Teamwork และความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างพนักงาน (รักษาคนข้างใน)
  6. รู้จักการรักษาความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คือ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และประชาชน (รักษาคนข้างนอก)

ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้องค์กรประสบความสำเร็จระยะยาว (สิ่งที่ทำให้องค์กรอยู่รอดได้อย่างประสบความสำเร็จ โดยวัดจาก TRS: Total Return to Shareholder)

  1. มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน คือ การมีเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึงที่ชัดเจน โดยตั้งวิสัยทัศน์บนสารสนเทศที่เป็นปัจจุบัน
  2. ผลักดันให้เกิดการดำเนินการ โดยต้องมีการสื่อสารกับพนักงานให้ชัดเจนและให้เห็นถึงความสำคัญของกลยุทธ์ร่วมกัน
  3. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นผลการปฏิบัติงาน โดยมีตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพ
  4. ปรับโครงสร้างองค์กรให้เร็วและไม่ซับซ้อน ปีเตอร์ ดรักเกอร์เปรียบเทียบว่า องค์กรสมัยใหม่ควรมีลักษณะเหมือนกับ "วงออเครสตร้า"ที่แผ่กระจายออกด้านข้าง ให้ลดขั้นตอนการบังคับบัญชาและเน้นการกระจายและมอบอำนาจ เพื่อให้ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนแผนภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
  5. รู้จักจัดลำดับความสำคัญของบุคลากรในองค์กร บุคคลที่ควรรักษาและพัฒนามากที่สุดคือ กลุ่มที่ทดแทนยากและมีคุณค่ามาก เป็นกลุ่มคนที่ผลิตสินค้าและบริการโดยอาศัยความรู้ เช่น นักขายอาชีพ นักวิจัยที่มีความสามารถและ ผู้จัดการโครงการ (เป็นเรื่องของต้นทุนและการผลิตต่อหน่วย)
  6. มีผู้นำที่มุ่งมั่นต่อการดำเนินธุรกิจให้สำเร็จ โดยต้องเป็นผู้นำทางความคิด สร้างความเปลี่ยนแปลง จาก "หนอนเป็นผีเสื้อ" เป็นผู้นำที่รู้จักใช้ประโยชน์จากสารสนเทศและความรู้ในองค์กรมาใช้สร้างศักยภาพในการแข่งขันและคาดหมายการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าได้
  7. สร้างนวัตกรรม สำหรับสินค้าและบริการ นวัตกรรมสูงหรือที่เลียนแบบได้ยาก ก็จะทำให้สินค้าหรือบริการนั้นอยู่ในตลาดได้นานขึ้น รวมทั้งองค์กรเอง ก็ต้องมีพลวัตสูง ยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้เร็ว
  8. มีการควบรวมหรือพันธมิตรธุรกิจ เป็นการนำเอาทรัพยากรมารวมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตสูงสุด รวมไปถึง เพิ่มศักยภาพในการตอบสนองต่อตลาดและผู้บริโภคได้มากขึ้น และเป็นการลดคู่แข่งไปในตัว สิ่งสำคัญที่เน้นคือ การพัฒนาความชำนาญหลัก (Core competencies) โดยต้องเรียนรู้ที่จะประสานทักษะความชำนาญในการผลิต และผนึกความชำนาญด้านเทคโนโลยีให้เป็นหนึ่งเดียว ประโยชน์ของการควบรวมกันนั้น ยังรวมไปถึงเรื่อง การลดต้นทุน และความประหยัดต่อขนาดการผลิต ลดความรุนแรงในการแข่งขัน ลดความชำนาญของคู่แข่ง สามารถเจาะตลาดที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อนได้ เข้าถึงแหล่งวัตถุดิบได้เพิ่มขึ้น และมีการแลกเปลี่ยนสิทธิบัตร และผนึกพลังด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ทำให้สามารถเอาชนะอุปสรรคทางการค้าได้ร่วมกัน

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บทที่ 1 สังคมสารสนเทศสู่สังคมความรู้ (พัฒนาการสังคม 5 ยุค)

บทนี้อาจารย์ต้องการให้เรามองเห็นภาพเคลื่อนไหวของการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้าง ตั้งแต่สังคมเกษตรกรรมจนถึงสังคมแห่งอนาคตคือ สังคมทุนทางปัญญา ว่ามันมีพัฒนาการมาอย่างไร เรากำลังอยู่ตรงไหน และเรากำลังจะเคลื่อนไปตรงไหน และเรายังต้องทราบอีกว่า ยุคเศรษฐกิจในปัจจุบันและในอนาคตมีลักษณะอย่างไร

นี่เป็นสิ่งที่เพื่อนๆต้องจับจุดให้ได้หลังจากที่อ่านบทนี้จบ


โดยหลักการที่อาจารย์นำมาใช้ทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ


  1. แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดย Alvin Toffler ในหนังสือ คลื่นลูกที่ 3

  2. แนวคิดเรื่องการจัดการนวัตกรรมจนถึงการจัดการทุนทางปัญญา

บีมจะทำการเชื่อมโยงความรู้ในบทเรียนให้เพื่อนๆเห็นภาพและเข้าใจบทเรียนมากขึ้นนะ โดยข้อมูลบางอย่างก็นำมาจากเว็บไซท์อื่นๆมาเพิ่มเติม โดยในบล็อกนี้จะพูดถึงแนวคิดในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโลกจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเน้นไปที่ปัจจัยสำคัญที่เป็นฐานในการผลิตของยุคต่างๆ และการเชื่อมโยงด้านองค์ความรู้ของแต่ละยุคจนถึงปัจจุบัน


Alvin Toffler มีแนวคิดว่า โลกกำลังสิ้นสุดยุคอุตสาหกรรมและเข้าสู่สังคมข้อมูลข่าวสารและสังคมแห่งความรู้ โดยได้ลำดับพัฒนาการสังคมมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้น ซึ่งแต่ละขั้นก็จะมีเหตุปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สืบเนื่องมาจากยุคเดิม เหมือนกับวัฎวักรการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เขาจึงได้ใช้คำว่า "คลื่น" เพราะมันหมายถึง ความเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่และมันจะจางหายไปโดยมีระลอกใหม่เกิดมาแทนที่

คลื่นลูกที่ 1 เกษตรกรรม มีลักษณะคือ จากมนุษย์เร่ร่อน ก็เริ่มลงหลักปักฐาน "สร้างสมความรู้ด้านการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์" เพื่อยังชีพ มีที่ดินเป็น "ฐานการผลิต" ผลิตตามความจำเป็นของชุมชน (เอาไว้ใช้เอง) จึงทำให้เศรษฐกิจมีลักษณะกระจาย ทำของใครของมัน มื่อเวลาผ่านไป การลงหลักปักฐานนี้ทำให้คนสามารถผลิตของยังชีพตอบสนองความต้องการของตนได้มากกว่าแต่ก่อนตอนร่อนเร่ ทำให้มีเวลาเอาไปพัฒนาวัฒนธรรมและมีเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้มากขึ้น จึงเกิดเป็นอารยธรรมใหญ่ๆ ขึ้น เช่น ในอินเดีย จีน โรมัน และยุโรป แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในด้านการผลิตประดิษฐกรรมที่มีความซับซ้อนและยังขาดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์


คลื่นลูกที่ 2 อุตสาหกรรม เกิดจากจุดเริ่มต้นที่ว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษใน ค.ศ. 1760 โดยมีการนำเอาเครื่องจักรไอน้ำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องจักรทอผ้าและใช้ถ่านหินเป็นพลังงานทางการผลิต การที่ประเทศอังกฤษประสบความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่อังกฤษอย่างมหาศาล (ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pcgamezip&month=07-2008&date=14&group=8&gblog=6)



หลังจากนั้น ก็ได้มีการนำเครื่องจักรมาใช้ในการผลิตอย่างกว้างขวาง ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อการค้าและการส่งออกมากขึ้น ลัทธิจักรวรรดินิยมได้แพร่หลายเพราะประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องการวัตถุดิบและตลาดรองรับสินค้า เพื่อให้อุตสาหกรรมภายในประเทศตัวเองขยายตัว แรงงานจากภาคเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมโดยไปเป็นกรรมกรเพิ่มมากขึ้น เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมากขึ้น องค์ความรู้ใหม่ๆได้เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การจัดจำหน่าย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การค้า การขนส่ง และยังมีองค์ความรู้ในด้านสังคมศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย เช่น รัฐศาสตร์ พาณิชย์ศาสตร์ รวมไปถึงการพัฒนาแนวคิดของระบบทุนนิยมและสังคมนิยมที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงอีกด้วย


คลื่นลูกที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อมีการประดิษฐ์คิดค้นคอมพิวเตอร์ขึ้นได้ โดยเครื่องแรกจะมีขนาดใหญ่เท่ากับห้องหนึ่งห้อง ใช้หลอดสุญญากาศ ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิวาเนีย (เอกสารคู่มือการเรียนรู้ครั้งที่ 2 Computer Systems ของ อ.ชุณหพงษ์ หน้า 2)
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทำให้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พัฒนาขึ้นมากและรวดเร็ว ประกอบกับความพยายามในการทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันเพื่อการสื่อสารกัน กลายเป็นระบบเครือข่าย (network system) ทำให้ในยุคนี้เป็นยุคที่การผลิตและการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ มีความรวดเร็วมาก และเชื่อมต่อถึงกันได้ทั่วโลก

เทคโนโลยีการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ตหรือโทรคมนาคมทำให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลต่างๆกันบนระบบเครือข่าย ซึ่งนับวันเทคโนโลยีเหล่านี้ ราคาถูกลงเรื่อยๆ ทำให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น ติดต่อสื่อสารกันได้มากขึ้น เกิดการหลั่งไหล เปลี่ยนผ่านข้อมูลอยู่เกือบตลอดเวลา



ดังนั้น องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในยุคนี้คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์องค์ความรู้ในแขนงอื่นๆ และองค์ความรู้ที่สะสมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากยุคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้เกิดการสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ได้อย่างกว้างขวาง บริษัทเล็กๆที่เงินทุนไม่มาก แต่ถ้าได้ครอบครองเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ สารสนเทศและการสื่อสารที่มีคุณภาพแล้ว ก็สามารถเอาชนะบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ไม่ยาก



แนวโน้มของอาชีพก็เปลี่ยนไป จากการผลิตที่ต้องอาศัยแรงงานเป็นหลักในยุคอุตสาหกรรม และอำนาจเป็นของนายทุน มาเป็น knowledge worker และผู้ทำอาชีพด้านบริการ นั่นคือ คนที่ตลาดแรงงานต้องการในสมัยนี้ จะเป็นคนที่มีความรู้ สามารถทำงานกับข้อมูลข่าวสารได้ดี ใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการทำงานของตนเองได้ ซึ่งเป็นงานที่ใช้สมองมากขึ้น ใช้แรงน้อยลง ตามกฎ 80/20 และปัจจุบันนี้จะเห็นว่า นายทุนไม่ใช่ผู้กุมอำนาจคนเดียวในระบบเศรษฐกิจอีกต่อไป knowledge worker เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจต่างๆขององค์กรได้มากขึ้น ทำให้การทำงานเป็นแบบกระจายอำนาจมากขึ้น และเน้นการร่วมมือกันมากกว่าการสั่งการจากด้านบนเพียงอย่างเดียว



คลื่นลูกที่ 4 ยุคนวัตกรรม ภายใต้ระบบทุนนิยมและระบบการค้าเสรี ทำให้มีการแข่งขันกันอย่างสูง และความรู้ที่จะนำมาใช้ในการทำงานและการพัฒนาธุรกิจมีอยู่ทั่วไป ซึ่งผู้ที่รู้จักใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้เดิมจะสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆได้ และทำให้เกิดการปกป้องนวัตกรรมของตนเองโดยการจดสิทธิบัตรหรือการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ เพื่อให้นวัตกรรมที่ตนคิดค้นขึ้นมานั้นได้รับการคุ้มครอง และสินค้าหรือบริการที่จะอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนาน ต้องลอกเลียนแบบได้ยาก



คลื่นลูกที่ 5 ยุคทรัพย์สินทางปัญญา ในยุคนี้ซึ่งต่อเนื่องมาจากยุคที่ 4 จะเป็นยุคที่การพัฒนาจะวัดจาก "ปริมาณทรัพย์สินทางปัญญา" และนอกจากนี้จะต้องมีการสนับสนุนการทำงานของ knowledge worker เพื่อให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรมนุษย์แต่ละคน รวมไปถึงต้องมีความพยายามในการจัดการให้องค์ความรู้ที่จำเป็นอยู่กับองค์กรให้ได้

  • มีการจัดระเบียบความรู้ (ทุนทางปัญญา) ต้องมีสมรรถภาพในการจัดเก็บ รวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ จัดหมวดหมู่และค้นคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อการใช้งาน

  • สร้างองค์กรและวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้

  • เตรียมปัจจัยให้เอื้อต่อการเรียนรู้

  • เน้นความรู้เกี่ยวกับ ทุนลูกค้า ทุนมนุษย์ และทุนโครงสร้าง เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันให้กับพนักงาน รวมไปถึงความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆในการพัฒนาสินค้าและบริการ

ดังนั้น ในยุคนี้ จึงมีคนกล่าวไว้ว่า "Information & Knowledge is Power" ซึ่งใครจะมีความสามารถและความได้เปรียบมากกว่ากัน จะต้องตัดสินว่า ใครมีความสามารถในการจัดการกับความรู้และข้อมูลข่าวสาร และนำมาใช้ประโยชน์เพื่อตอบโจทย์ของชีวิตและองค์กรได้มากกว่ากัน

ระบบสารสนเทศกำลังกลายเป็นหัวใจของระบบการผลิต การแลกเปลี่ยน การบริโภค และการบริหารองค์กร

สุดท้ายของบทความนี้ บีมจะสรุปเกี่ยวกับพัฒนาการสังคม 5 ยุคสั้นๆดังนี้

  • คลื่นลูกที่ 1 ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากที่ดิน และสะสมองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม

  • คลื่นลูกที่ 2 ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและเครื่องยนต์กลไล และสะสมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การค้าขาย สังคมศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ การทหาร

  • คลื่นลูกที่ 3 ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูลและการสื่อสาร และมีการสะสมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสาร และระบบเครือข่าย

  • คลื่นลูกที่ 4 ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากการสังเคราะห์ความรู้เดิมให้เกิดเป็นความรู้ใหม่ หรือเรียกว่า "นวัตกรรม" เป็นยุคที่ใช้ประโยชน์จากความรู้เดิมนำมาทำสิ่งใหม่ที่มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการมากขึ้น

  • คลื่นลูกที่ 5 ระบบเศรษฐกิจเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ที่เกิดขึ้นมาจากการจดทะเบียนปกป้องนวัตกรรมต่างๆที่ได้จากยุคที่ 4 ซึ่งในยุคนี้ ใครมีทรัพย์สินทางปัญญามากกว่ากัน และสามารถจัดระบบและนำมาใช้ประโยชน์ ใช้แก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจหรือปัญหาต่างๆได้มากกว่า ก็ย่อมจะมีการพัฒนามากกว่า


ดังนั้น นับแต่นี้เป็นต้นไป สารสนเทศและความรู้ จะกลายเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญที่สุด