ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า ubiquitous computing ว่าคืออะไร ubiquitous หมายถึง มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ส่วน computing หมายถึง ระบบการประมวลผล เมื่อนำมารวมกันแล้ว จึงหมายถึง ระบบการมวลผลที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
จากข้อมูลในเว็บไซท์
http://en.wikipedia.org/wiki/Ubiquitous_computing http://science.discovery.com/videos/visions-of-the-future-ubiquitous-computing.html
ทำให้เห็นภาพว่า ระบบที่ว่านี้เสมือนกับการเอาคอมพิวเตอร์หรือชิพประมวลผลใส่ลงไปในทุกอณูของสิ่งต่างๆทางกายภาพ โดยรูปแบบที่เล็กที่สุดคือ ระดับอนุภาคฝุ่น (dust) ที่มีขนาดที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ ซึ่งแนวคิดนี้จะสามารถทำให้ทุกสิ่งบนโลกนี้กลายเป็นคอมพิวเตอร์มีชีวิต อยู่ในทุกหนทุกแห่งได้อย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น มีการนำเอามาผสมเป็นวัสดุทำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และจากวิดีโอดังกล่าวก็ได้ทำให้เห็นภาพว่า เทคโนโลยีเสื้อผ้าแห่งอนาคตนั้น มิใช่เป็นแต่เพียงกันร้อนกันหนาวเท่านั้น แต่ยังสามารถจับอุณหภูมิหรือความผิดปกติต่างๆในร่างกายของเรา รวมทั้งการระบุตำแหน่งที่ตั้งของเรา เพื่อการรักษาที่ทันท่วงที
หรือแม้แต่ยาที่เรารับประทานเข้าไป ในอนาคต หากว่ามีระบบประมวลผลขนาดเล็กเป็นองค์ประกอบของตัวยาได้แล้ว เราก็จะสามารถมองเห็นอวัยวะภายในทั้งหมดของเราผ่านยาตัวนี้ขณะที่มันเดินทางไปในระบบทางเดินทางอาหารของเราได้
หรือแม้แต่แว่นตากันแดด ก็จะมีสมรรถภาพในการประมวลผลบุคคลที่เราเดินผ่านไปได้ ว่ามีประวัติอย่างไร ชื่ออะไร เป็นต้น
และทุกอย่างจะถูกเชื่อมต่อกันด้วยระบบ network ที่ทรงประสิทธิภาพนั่นเอง ทำให้ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่เราเคยดูเมื่อหลายปีก่อนนั้น สามารถกลายเป็นจริงได้ในอนาคต
สำหรับคำถามที่ว่า นวัตกรรมอะไรที่เกิดขึ้นเมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เกิดระบบการประมวลผลที่แฝงอยู่ในทุกหนทุกแห่งนี้ น่าจะเป็น การเกิดขึ้นของ Microprocessor โดยบริษัท Intel เมื่อปี 1971 (http://inventors.about.com/od/mstartinventions/a/microprocessor.htm) โดยเกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาของ Ted Hoff หนึ่งในวิศวกรผู้ออกแบบชิพ ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าจากญี่ปุ่นที่ต้องการชิพที่มีความแตกต่างกันทั้งหมด 12 ตัวสำหรับอุปกรณ์ต่างๆกัน 12 ชิ้น ด้วยกำลังการผลิตที่มีอยู่อย่างจำกัด เขาจึงร่วมกับทีมแล้วออกแบบชิพหนึ่งตัวที่สามารถทำงานได้ครอบคลุม 12 อย่างอย่างที่ลูกค้าต้องการ และนั่นคือ จุดกำเนิดของ Microprocessor ที่ถูกนำมาพัฒนาต่อยอดอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ในปัจจุบันนี้ ชิพมีขนาดเล็กลงมาก จนสามารถใส่ในมือถือขนาดเล็กบางเฉียบได้
และจากแนวโน้มของ Hardware ที่จะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จึงทำให้แนวคิดที่ว่า จะพัฒนาตัวประมวลผลให้มีขนาดเล็กจนมีอนุภาคเท่าฝุ่นนั้นสามารถเป็นไปได้ และเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาและประยุกต์ใช้ ubiquitous computing อย่างกว้างขวาง
นอกจากนี้ นวัตกรรมในด้านของอินเตอร์เน็ต ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีการสื่อสาร ก็เป็นส่วนที่ทำให้เกิดพัฒนาการมาถึงจุดของ ubiquitous computing เพราะ หากมีเพียงระบบประมวลเล็กๆ อยู่ในสิ่งต่างๆ แต่ไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลหรือการสื่อสารกันแล้ว การประมวลผลนั้น ก็ไม่สามารถจะนำเอาไปประยุกต์ทำประโยชน์ได้มากนัก ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าเราจะมีเสื้อผ้าที่ตรวจจับความผิดปกติในร่างกายได้ แต่ไม่สามารถสื่อสารไปยังศูนย์รับข้อมูลของโรงพยาบาลที่เราได้ทำประกันสุขภาพเอาไว้ได้ หรือไม่สามารถสื่อสารไปยังศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือฉุกเฉินเช่น 191 ได้ เราก็อาจไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ซึ่งมีเทคโนโลยีประมวลผลทรงประสิทธิภาพมากก็จริง แต่หากขาดนวัตกรรมด้านระบบเครือข่ายแล้ว ubiquitous computing ก็คงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น